วิธีคิดต้นทุนสินค้าแบบ FIFO

Navigation:  ระบบสินค้า > รายละเอียดสินค้า > 1.  วิธีคำนวณต้นทุน FIFO, AVERAGE >

วิธีคิดต้นทุนสินค้าแบบ FIFO

Previous pageReturn to chapter overviewNext page

 

·การบันทึกยอดยกมาของสินค้า บันทึกตามล็อตของสินค้าคงเหลือจากปีที่แล้ว ให้เรียงลำดับของล๊อตคงเหลือ ตามวันที่ของเอกสาร และลำดับที่ของรายการสินค้า

·การซื้อสินค้า คิดต้นทุนตามราคาซื้อที่บันทึก ซึ่งจะเรียงลำดับตามล๊อตของเอกสารที่รับเข้า โดยดูจากวันที่ของเอกสาร และลำดับที่ของรายการสินค้า

·การขายสินค้า กรณีมีสินค้าอยู่ในสต๊อก โปรแกรมจะตัดต้นทุนสินค้าตามล๊อตที่รับเข้ามาก่อน  โดยจะดูตั้งแต่ล๊อตยกมาของสินค้า ถ้ายอดยกมาของสินค้าไม่มี ก็จะดูจากล๊อตที่ซื้อเข้ามาก่อน

Pic1

(รูปที่ 1)

 

แต่ในกรณีที่ล๊อตที่ซื้อเข้ามานั้นมีการทำลดหนี้/ส่งคืนสินค้า ก็จะข้ามล๊อตนี้ไปและไปตัดในล๊อตซื้อถัดไป

Pic1.1

(รูปที่ 1.1)

 

กรณีที่ไม่มีสินค้าอยู่ในสต๊อก โปรแกรมจะดึงราคาทุนมาตรฐานมาเป็นต้นทุนชั่วคราวให้

Pic2

(รูปที่ 2)

 

ถ้ามีการรับสินค้าเข้าเมื่อไหร่ก็จะนำต้นทุนของล๊อตรับเข้านั้นมาเป็นต้นทุนให้ แต่ถ้าไม่มีการใส่ราคาทุนมาตรฐานไว้ รายการขายนั้นก็ตัดแบบไม่มีต้นทุนจนกว่าจะมีล๊อตรับเข้ามา

Pic2.1

(รูปที่ 2.1)

 

กรณีที่มีสินค้าไม่พอตัดและไม่ได้ใส่ราคาทุนมาตรฐาน โปรแกรมก็จะนำต้นทุนของล๊อตสินค้าที่เหลืออยู่มาเป็นต้นทุนในการตัดให้ ราคา/หน่วยที่ได้ก็จะเป็นราคาที่ถั่วเฉลี่ยใหม่

Pic3

(รูปที่ 3)

 

กรณีที่มีสินค้าไม่พอตัดและได้ใส่ราคาทุนมาตรฐานไว้ โปรแกรมก็จะนำต้นทุนของล๊อตคงเหลือที่มี บวกกับราคาทุนมาตรฐาน และนำมูลค่าที่ได้มาถั่วเฉลี่ยเป็นราคา/หน่วยให้
Pic4 (รูปที่ 4)

 

การลดหนี้/รับคืนสินค้า ในกรณีที่มีการอ้างถึงเอกสาร IV
การลดหนี้อย่างเดียว ถึงแม้จะอ้างเอกสารหรือไม่อ้างถึงก็ตามจะไม่มีผลกับการคิดต้นทุนสินค้าเลย โปรแกรมจะมองว่าเป็นการลดแต่ยอดลูกหนี้อย่างเดียว
กรณีที่สินค้าไม่ติดลบ โปรแกรมก็จะคิดต้นทุนรับคืนตามเอกสารที่อ้างถึง

Pic5

(รูปที่ 5)

 

•        กรณีที่สินค้าติดลบไม่ควรอ้างถึงใบกำกับ เพราะโปรแกรมจะคำนวณหาต้นทุนไม่ถูกต้อง      เมื่อมีการคำนวณสินค้าก็จะมีข้อความ Error ขึ้นมาดังนี้

                                                                                2677 เกิดปัญหาในการคำนวณต้นทุนของรายการลดหนี้/รับคืนสินค้า สินค้ารหัส     [XXXXXXXXXXX] ใบรับคืน        .../.../...  [SR...........   -   ....] ใบขายสินค้า  .../.../...  [IV.............   -   ....] วิธีแก้ไข: ท่านจะต้องไปบันทึกต้นทุนของรายการสินค้าที่รับคืนเข้าไปเอง โดยเข้าไป ที่เมนู ' สินค้า / 7. ซ่อมแซมสินค้า / 3. แก้ไขรายการต่างๆ ของสินค้า' หาสินค้ารหัสนี้ขึ้นมา แล้วกด <Ctrl+F7> เข้าไปแก้ไขราคาทุนของรายการที่รับคืน           คำอธิบายเพิ่มเติม :           ปัญหานี้จะเกิดขึ้นเฉพาะในการคิดต้นทุนแบบ FIFO ในกรณีที่ ไม่มีของในสต๊อกแต่ต้องออกบิลขายก่อน โปรแกรมจะดึงราคาทุนมาตรฐาน มาใช้เป็นต้นทุนของรายการชาย  ต่อมามีการรับคืนสินค้านั้นกลับเข้าสต๊อก โปรแกรมก็จะดึงต้นทุนของรายการที่ขายมาเป็นต้นทุนของการรับคืน และจะเริ่มคำนวณต้นทุนสินค้านี้ใหม่อีกครั้ง แต่คราวนี้ต้นทุนของรายการ ที่ขายจะถูกดึงจากล๊อตที่รับคืน และเมื่อคำนวณถึงล๊อตที่รับคืนโปรแกรมก็จะ ไปดึงต้นทุนจากรายการขายที่อ้างถึง ทำให้การคำนวณต้นทุนวนกลับไป-มา ไม่รู้จบ ซึ่งทางแก้ไขปัญหาคือ ต้องป้อนต้นทุนสินค้าที่รับคืนเข้าไปเอง        

                                                                                      <ตกลง>        

ซึ่งโปรแกรมจะฟ้องขึ้นมาให้ไปลบเอกสารที่อ้างถึงออก เพราะโปรแกรมจะดึงราคาทุนมาตรฐานมาใช้เป็นต้นทุนของการขาย (สินค้าติดลบ) ต่อมามีการรับคืนสินค้านั้นกลับเข้าสต๊อกโปรแกรมก็จะดึงต้นทุนของรายการที่ขายมาเป็นต้นทุนของการรับคืนและจะเริ่มคำนวณต้นทุนสินค้านี้ใหม่อีกครั้ง แต่คราวนี้ต้นทุนของรายการที่ขายจะถูกดึงจากล๊อตที่รับคืน และเมื่อคำนวณถึงล๊อตที่รับคืนโปรแกรมก็จะไปดึงต้นทุนจากรายการขายที่อ้างถึง ทำให้การคำนวณต้นทุนวนกลับไป-มาไม่รู้จบ ซึ่งทางแก้ไขปัญหาคือต้องป้อนต้นทุนสินค้าที่รับคืนเข้าไปเอง

 

การลดหนี้/รับคืนสินค้า ในกรณีที่ไม่มีการอ้างถึงเอกสาร IV
ราคาต้นทุนรับคืนที่โปรแกรมหาจะมาจากรายการซื้อหรือรับเข้า (ในกรณีรับเข้าจะมาจากเอกสารรับสินค้าสำเร็จรูปจากการผลิตและเอกสารปรับปรุงเพิ่มสินค้า) ที่อยู่ก่อนหน้าเอกสารที่ทำ แต่ต้องมีหน่วยซื้อหรือรับเข้าตรงกับใบลดหนี้ด้วย หรือถ้าไม่มีรายการข้างต้นโปรแกรมนำราคาทุนมาจากยอดยกมาของสินค้าที่มีหน่วยนับตรงกันหรือยอดยกมาที่ไม่ได้ใส่หน่วยนับไว้
กรณีที่สินค้าไม่มียอดยกมาและไม่มีการเคลื่อนไหว แต่มีการใส่ราคาทุนมาตรฐานไว้ โปรแกรมก็จะรับคืนสินค้าเข้าสต๊อกตามราคาทุนมาตรฐาน

Pic6

(รูปที่ 6)

 

แต่ถ้าไม่ได้ใส่ราคาทุนมาตรฐานไว้โปรแกรมก็จะรับคืนสินค้าเข้าเฉพาะจำนวนโดยไม่มีราคาต้นทุน

Pic6.1

(รูปที่ 6.1)

 

•         ถ้าไม่มีรายการตามรายละเอียดข้อ 1. และ 2. เลย และหน่วยนับย่อยใน SR  ตรงกับหน่วยนับที่โปรแกรมเก็บไว้

    (STMAS->LPURFAC) โปรแกรมก็จะไปนำราคามาจาก STMAS-> LPURFAC       (ประวัติการซื้อครั้งล่าสุดที่โปรแกรมเก็บไว้) และถ้ามีส่วนลดก็จะหักส่วนลดก่อนที่จำนำมาใช้

 (STMAS->LPURPR – STMAS->LPDISC)

•         แต่ถ้าหน่วยนับใน SR ไม่ตรงกับหน่วยนับที่โปรแกรมเก็บไว้                   โปรแกรมก็จะหาต้นทุนโดยนำราคาซื้อล่าสุดมาลบกับส่วนลดล่าสุด และหารด้วยหน่วยนับล่าสุด

      (STMAS->LPURPR – STMAS-> LPDISC) / STMAS->LPURFAC

ถ้าราคาซื้อล่าสุดไม่มีและราคาทุนมาตรฐานก็ไม่ได้ใส่ไว้ โปรแกรมก็จะรับคืนสินค้าเข้าสต๊อกแต่จำนวน ราคาทุนจะไม่มี

 

การทำใบเพิ่มหนี้ลูกหนี้ จะไม่มีผลกับต้นทุนของสินค้าเลย โปรแกรมจะมองว่าเป็นการเพิ่มหนี้ของลูกหนี้อย่างเดียว
การทำใบเพิ่มหนี้เจ้าหนี้ จะมีผลกับต้นทุนของสินค้า เช่นเดียวกับการทำใบลดหนี้/ส่งคืนสินค้า
การลดหนี้/ส่งคืนสินค้า ในกรณีที่มีการอ้างถึงเอกสาร RR
การลดหนี้อย่างเดียว ก็จะมีผลกับการคิดต้นทุนสินค้า โดยโปรแกรมจะไปลดมูลค่าต้นทุนตามเอกสารที่อ้างถึง

Pic7

(รูปที่ 7)

 

กรณีที่สินค้าไม่ติดลบ โปรแกรมก็จะคิดต้นทุนส่งคืนตามเอกสารที่อ้างถึง

Pic8

(รูปที่ 8)

 

ถ้าไม่มีรายการตามรายละเอียดข้างต้น คือไม่มียอดยกมาและยังไม่มีการเคลื่อนไหวของสินค้า แต่มีการกำหนดราคาทุนมาตรฐานไว้ โปรแกรมก็จะดึงราคาทุนมาตรฐานมาเป็นต้นทุนส่งคืนให้

Pic9

(รูปที่ 9)

 

แต่ถ้าไม่ได้กำหนดราคาทุนมาตรฐานไว้โปรแกรมก็จะส่งคืนสินค้าแบบไม่มีราคาทุน จนกว่าจะมีล๊อตรับเข้าราคาทุนก็จะเปลี่ยนไปตามล๊อตรับเข้านั้นๆ

Pic9.1

(รูปที่ 9.1)

 

กรณีที่สินค้าติดลบ โปรแกรมก็จะตัดต้นทุนตามเอกสารที่อ้างถึง

Pic10

(รูปที่ 10)

 

การลดหนี้/ส่งคืนสินค้า ในกรณีที่ไม่มีการอ้างถึงเอกสาร RR
ถ้าไม่ได้ป้อนเลขที่ใบรับสินค้าด้านบนเอกสารไว้ ดังนั้นโปรแกรมจะไม่สามารถนำยอดเงินที่ท่านป้อน  ไปปรับเข้าเป็นต้นทุนในล๊อตซื้อได้

•        #ถ้าเป็นรายการส่งคืนสินค้าโดยไม่อ้างถึงบิลซื้อ ไม่ต้องสนใจคำเตือนนี้ และให้ทำรายการนี้ต่อไปจนจบ                 (ให้ป้อนจำนวนสินค้าด้วย) โปรแกรมจะคิดต้นทุนเหมือนกับตัดสินค้าออกจากสต๊อกตามปกติ

•        #ถ้าเป็นสินค้าที่เจ้าหนี้เพิ่มหนี้หรือลดหนี้ให้ ท่านจะต้องออกไปป้อนเลขที่ใบรับสินค้าด้านบนให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นให้กด        <F6> เพื่อเลือกรายการจากใบรับสินค้าที่อ้างถึง

•        #ถ้าเป็นการเพิ่มหนี้หรือลดหนี้ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับต้นทุนสินค้า ให้ย้อนกลับไปป้อนเป็นรหัสค่าใช้จ่าย โดย

               . ถ้าถูกเพิ่มหนี้ ให้ป้อนเป็นรหัสค่าใช้จ่าย เช่น ค่าขนส่ง ฯลฯ

. ถ้าได้รับลดหนี้ ให้ป้อนเป็นรหัสตัดค่าใช้จ่าย เช่น ส่วนลดเงินสดรับ (ตัดยอดซื้อ) เป็นต้น

 

รายการประจำวันสินค้า เมนูสินค้าข้อ 1. โปรแกรมจะตัดต้นทุนให้เสมือนกับรายการรับเข้าของสินค้าและการจ่ายออกของสินค้า ตามเงื่อนไขข้างต้น

Pic11

(รูปที่ 11)

 

ถ้าเป็นรายการตรวจนับสินค้าที่เมนูสินค้าข้อ 6. โปรแกรมจะมีวิธีการคิดต้นทุนดังนี้
ในกรณีที่เป็นการปรับปรุงเพิ่ม โปรแกรมจะนำราคาทุนมาจาก

- STNPR                    =ดึงราคามาจากราคามาตรฐาน

- AVGPR        =ดึงราคาจากราคาถั่วเฉลี่ยสุดท้ายของรายการก่อนหน้า TK

- LPURPR        =ดึงราคาซื้อล่าสุดที่เก็บไว้ในคลังหรือรายละเอียดสินค้า

- เลขเอกสาร+ลำดับ = ดึงราคาจากเอกสาร+ลำดับนี้เลย ซึ่งเอกสารที่จะดึงมานั้นจะมาจากเอกสารซื้อ (POSOPR = '0' ) และเอกสารปรับปรุงเพิ่มสินค้า ( POSOPR = '1' )

หมายเหตุ

 1.กรณีที่ดึงราคามาตรฐานมาใช้ (ค่าในช่องเป็น STNPR) แล้วต่อมาภายหลังมีการเปลี่ยนราคามาตรฐานที่แฟ้มรายละเอียดสินค้า...  

โปรแกรมจะเตือนให้ทราบด้วย Error 2695

Pic11.1

(รูปที่ 11.1)

 

หากท่านต้องการเปลี่ยนราคาของรายการตรวจนับนี้ใหม่ ให้ไปเปลี่ยนได้ที่ เมนูสินค้าข้อ 7.3 กด Ctrl+F7 เพื่อเข้าไปแก้ค่าใช่อง 'ราคา/หน่วย' ที่หน้า 2

Pic11.2

(รูปที่ 11.2)

 

ถ้า User ไปแก้ไข 'ราคา/หน่วย' ของ TK ที่เมนูสินค้า 7.3 ดังกล่าว โปรแกรมจะให้ยืนยันอีกครั้ง จากนั้นโปรแกรมจะบันทึกข้อความว่า FIX ไว้ที่ด้านท้ายของช่อง 'เพื่อเอกสาร' เพื่อบอกโปรแกรมให้รู้ว่าเวลาที่คำนวณต้นทุนใหม่ ให้ใช้ราคาที่อยู่ในช่อง 'ราคา/หน่วย' นั้นคำนวณไปเลย (นั่นคือ ถ้าลูกค้าต้องการกำหนดราคาที่ตรวจนับเพิ่มเอง ก็จะต้องใส่คำว่า 'STNPR       FIX' ไว้ในช่อง 'ราคา/หน่วย' โดยให้คำว่า FIX อยู่ชิดในช่องทางด้านขวามือ)

Pic11.3

(รูปที่ 11.3)

 

 2. กรณีที่ดึงราคาจากรายการซื้อครั้งสุดท้าย(ล่าสุด)มาใช้ ก็อาจจะ พบกับปัญหาอีกลักษณะหนึ่งก็คือ รายการ TK อยู่คนละรอบบัญชีกับรายการที่ซื้อ ซึ่งถ้าปิดประมวลผลไปแล้วรายการซื้ออาจถูกลบทิ้งได้ ทำให้หาต้นทุนจากรายการเก่าไม่พบ และจะหาราคาใหม่มาใช้ซึ่ง อาจจะไม่เท่ากับของเดิม (อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ปิดประมวลผลแล้ว ต้นทุนเปลี่ยนไป)

Pic12

 (รูปที่ 12)

 

สำหรับโปรแกรมตัวใหม่นี้ ได้ป้องกันปัญหานี้แล้ว โดยจะบันทึกค่า ในช่อง 'เพื่อเอกสาร' เป็น  'XXxxxxxxxx  LY ' ซึ่งค่า LY และช่องว่างด้านท้ายจะเป็นตัวบอกว่าราคาถูกดึงจากรายการของ รอบปีก่อนและถ้าผ่านการประมวลผล โปรแกรมจะเปลี่ยนค่าจาก 'LY ' เป็น 'LY*' เพื่อเวลาที่คำนวณต้นทุนใหม่ จะได้รู้ว่าไม่ต้องหาราคาใหม่ (ใช้ราคาเก่านั้นไปเลย)

Pic12.1

 (รูปที่ 12.1)

 

 3.!!! วิธีการที่โปรแกรมใช้หาราคาทุนมาใส่ให้ในรายการรับเข้าเป็นดังนี้ (เป็นรายการพวก TK ที่ปรับยอดเพิ่ม )

   + กำหนดราคาทุนเบื้องต้นก่อนดังนี้

       ถ้า FIFO

           ถ้า กำหนดราคาทุนมาตรฐานไว้

               ราคา=ราคาทุนมาตรฐาน

          ถ้า AVERAGE

              ถ้า กำหนดราคาทุนมาตรฐานไว้

                  ราคา=ราคาทุนมาตรฐาน

 

      + เมื่อกำหนดราคาทุนเบื้องต้นได้แล้วต่อไปจะเลื่อนหารายการ

        ซื้อหรือรายการรับเข้าที่อยู่ก่อนหน้ารายการที่จะหาราคาทุน

        โดยมีเงื่อนไขการค้นหาดังนี้

          - หากพบว่าเป็นรายการซื้อหรือรับเข้า (ไม่สนใจเอกสารที่เป็น TK ด้านเพิ่ม และ SR ) และราคาซื้อต่อหน่วย > 0 และ หน่วยนับตรงกัน (หน่วยที่ซื้อหรือรับเข้า ตรงกับหน่วยนับย่อยใน TK และ SR) หรือเป็นรายการยอดยกมา ที่ไม่ได้ป้อนรหัสหน่วยนับก็จะใช้ราคาของรายการที่พบนี้

                ถ้า FIFO

                    ราคา=STCRD->LUNITPR (ราคาต่อหน่วยของล็อต)

                ถ้า AVERAGE

                    ราคา=STCRD->XUNITPR (ราคาทุนต่อหน่วยของรายการ)

        - หากราคาที่หามาได้นี้ > 0 ก็จะใช้ราคานี้เลย

=จบ=

    + หากหาจนสุดรายการเคลื่อนไหว(ด้านบน)แล้ว ยังไม่มีราคาต่อหน่วย แต่ราคาเบื้องต้น > 0 ก็จะใช้ราคานี้เลย

=จบ=

+ หากหาจนสุดรายการเคลื่อนไหว(ด้านบน)แล้ว ยังไม่มีราคาต่อหน่วย และราคาเบื้องต้นก็เป็น 0... จะเช็คต่อไปว่า

- ถ้าหน่วยนับย่อยใน TK  หรือSR ตรงกับหน่วยนับซื้อล่าสุดในSTMAS (แต่ถ้าหน่วยนับไปตรงกับเอกสาร RL จะไม่ได้สนใจ จะข้ามไป )

และตัวคูณเป็นหน่วยย่อยในรายการTKหรือSR ตรงกับ STMAS->LPURFAC

ดังนั้น ราคา=STMAS->LPURPR - STMAS->LPDISC

- แต่ถ้าหน่วยนับย่อยใน TK หรือ SR ไม่ตรงกับหน่วยนับซื้อล่าสุด

ดังนั้น ราคา=(STMAS->LPURPR - STMAS->LPDISC) / STMAS->LPURFAC

+ ถ้าถึงตรงนี้ยังหาราคาไม่ได้ ก็จะปล่อยราคาเป็น 0

***จบวิธีการหาราคาทุนโดยโปรแกรม